
การศึกษาวิวัฒนาการของม้านั้นจะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของม้า เข้าใจเหตุผลของการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นไปตามสัญชาตญาณพื้นฐาน เข้าใจการทำงานของโครงสร้างร่างกายม้าที่มีความจำเพาะ และช่วยให้เราเข้าใจความต้องการพื้นฐานต่างๆ ของม้า ซึ่งความเข้าใจในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้เราสามารถให้คำแนะนำการเลี้ยงม้าแก่เจ้าของม้า เพื่อให้ม้ามีสุขภาพดีทั้งกายและใจได้นั่นเอง
ในปัจจุบันโลกของเรามีม้ามากกว่า 400 สายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งขนาดร่างกาย ถิ่นอาศัย และนิสัยเฉพาะ เช่นเดียวกับสุนัขที่มีหลากหลายสายพันธุ์นั่นเอง โลกของเรามีม้ามิเนเจอร์ (Miniature) ที่เมื่อโตเต็มวัยแล้วก็สูงเพียงแค่ 80-90 เซนติเมตร จนถึงม้าในกลุ่ม Draft horse ที่แค่ตะโหนกของมันก็สูงกว่า 170 เซนติเมตรและมีน้ำหนักเป็นตันๆ ซึ่งม้าเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในสปีชีส์เดียวกันทั้งหมด นั่นก็คือ Equus caballus
Equus caballus หรือม้าที่เรากำลังพูดถึงนี้ถูกจัดอยู่ในออเดอร์ Perissodactyla มีลักษณะจำเพาะคือมีกีบเท้าเป็นเลขคี่ (Odd toed ungulates) มีกระเพาะเดี่ยว (Single Stomach) มีลำไส้ส่วนท้ายที่ซับซ้อนและขนาดใหญ่ เพื่อหมักหญ้าเปลี่ยนเป็นสารอาหารและพลังงาน (Hindgut Fermenter) แตกต่างจากสัตว์เคี้ยวเอื้องที่มีกีบเท้าเป็นเลขคู่ มีกระเพาะส่วนหน้าซับซ้อนเพื่อหมักหญ้า ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่เจ้าของม้ามือใหม่หลายคนมักเข้าใจผิดและจัดการการเลี้ยงม้าเช่นเดียวกับการเลี้ยงวัว ความเข้าใจผิดเล็กๆ นี้เอง ที่สามารถส่งผลให้ม้าเจ็บป่วยอาจถึงแก่ชีวิตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
ม้ามาจากไหน วิวัฒนาการมาเป็นม้าในปัจจุบันได้อย่างไร?
บรรพบุรุษแรกเริ่มของม้ามีชื่อว่า ไฮราโคทีเรียม (Hyracotherium) มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 50 ล้านปีก่อน ไฮราโคทีเรียมเป็นสัตว์กินพืชขนาดเล็กเท่าสุนัขจิ้งจอก อาศัยอยู่ในป่าทึบ นิ้วเท้าขาหน้ามี 4 นิ้ว นิ้วเท้าขาหลังมี 3 นิ้ว มีการค้นพบซากฟอสซิลทั้งในอเมริกาเหนือ และยุโรป ไฮราโคทีเรียมเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของนักล่าขนาดใหญ่ในเวลานั้น จึงส่งผลให้พวกมันมีพฤติกรรมที่ตื่นตัวสูงมาก รวมถึงมีการพัฒนาประสาทสัมผัสต่างๆ ให้ว่องไวขึ้น ทั้งการมองเห็น การฟังเสียง และการดมกลิ่น เพื่อที่จะได้หลบหนี หรือหลบซ่อนจากนักล่าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งว่าทำไมม้าในปัจจุบันถึงมีสัญชาตญานในการระวังตัว และมีความตื่นตัวสูงอย่างที่เราเห็น พฤติกรรมการกินของไฮราโคทีเรียมแตกต่างจากม้าในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะพวกมันเป็นบราวเซอร์ (Browser) ที่มักจะเงยหน้ากินพวกยอดไม้ ในขณะที่ม้าในปัจจุบันจะเป็นเกรซเซอร์ (Grazer) ก้มกินหญ้าบนพื้นเป็นหลัก

สภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ไฮราโคทีเรียมเกิดการกลายพันธุ์ที่หลากหลาย ในช่วงระยะเวลาหลายล้านปีต่อจากนั้น ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพวกมันมากที่สุด มีแนวโน้มว่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนจากป่าทึบไปเป็นทุ่งหญ้าหนาวเหน็บที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้บรรพบุรุษของม้าในเวลานั้นไม่สามารถซ่อนตัวจากนักล่าได้อีกต่อไป ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ม้ามีนิ้วเท้าลดลงเหลือเพียง 3 นิ้ว และถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามพฤติกรรมการกินอาหาร คือ Browsing horses และ Grazing horses และในที่สุด Browsing horses ก็สูญพันธ์ุไปหมดในช่วง 11 ล้านปีก่อน Grazing horses ที่เหลือรอดอยู่ก็มีวิวัฒนาการที่เอื้อให้พวกมันมีโอกาสอยู่รอดได้มากขึ้น เช่นขายาวขึ้นเพื่อให้สามารถวิ่งได้เร็วขึ้น จำนวนนิ้วเท้าลดลงเหลือเพียง 1 นิ้วเพื่อรองรับการวิ่งที่รวดเร็ว
ฟันของพวกมันมีขนาดใหญ่ขึ้น กรามมีความแข็งแรงมากขึ้นเพื่อที่จะได้บดเคี้ยวหญ้าในเวลานั้นได้ ผลคือกะโหลกของม้าก็ต้องเปลี่ยนรูปทรงตามไปด้วยเพื่อรองรับฟัน และกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเหล่านั้น คอของพวกมันก็ต้องยาวขึ้นเพื่อให้สัมพันธ์กับขนาดตัวที่สูงใหญ่ ไม่เช่นนั้นพวกมันก็จะไม่สามารถก้มกินหญ้าบนพื้นได้ ประเภทของอาหารที่เปลี่ยนจากยอดไม้ที่มีสารอาหารสูง เป็นใบหญ้าที่มีสารอาหารน้อย ประกอบกับขนาดตัวของม้าที่ใหญ่ขึ้น ก็ทำให้ม้าต้องกินหญ้าในปริมาณมากขึ้น เพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ซึ่งนั่นส่งผลให้ม้าต้องเล็มกินหญ้าตลอดเวลา (Trickle-feeding grazers) การกินตลอดเวลานี้เองทำให้ลำไส้ของม้าต้องมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับหญ้าปริมาณมาก เมื่อลำไส้ขนาดใหญ่ขึ้นก็มีน้ำหนักมากขึ้น หลังของม้าจึงต้องยาว และแข็งแรงเพื่อแบกรับน้ำหนักเหล่านั้น
แต่ถึงจะมีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้น ม้าก็ยังคงเป็นผู้ถูกล่าเช่นเดิม ประสาทสัมผัสต่างๆ ของม้าจึงมีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมต่อการตรวจจับนักล่าที่มีการเคลื่อนไหว เพื่อความอยู่รอดร่างกายของม้าก็มีการพัฒนาให้มันสามารถยืนหลับได้ด้วยการใช้ Stay apparatus เพื่อให้มันสามารถวิ่งหนีได้ทันทีเมื่อมีอันตราย เมื่อม้าลงนอน พวกมันก็จะลุกขึ้นด้วยการใช้ขาหน้ายันพื้นก่อนเสมอเพื่อให้พวกมันสามารถใช้ขาหลังถีบตัวออกวิ่งได้ทันที

ช่วงประมาณ 5 ล้านปีก่อน ม้าในจีนัส Equus ก็ถือกำเนิดขึ้น ถือเป็นต้นสายวิวัฒนาการของม้าในปัจจุบัน ซึ่งรูปแบบพฤติกรรมต่างๆ ของม้าก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในพันธุกรรมของพวกมันจนถึงทุกวันนี้ การเลี้ยงและการฝึกม้าจึงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงสัญชาตญาณพื้นฐานของม้าร่วมด้วย
มนุษย์มีส่วนในการวิวัฒนาการของม้าอย่างไร?
มนุษย์เริ่มมีการนำม้ามาเลี้ยงครั้งแรกเมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อน ซึ่งการเลี้ยงในช่วงแรก มนุษย์ใช้ม้าเป็นแหล่งอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นหลัก แล้วค่อยเริ่มนำม้ามาแบกของ (ต่างของ) นำมาลากรถ ตามด้วยการขี่ม้าเป็นยานพาหนะเมื่อประมาณ 3,000 – 3,500 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นการใช้ม้าก็มีความหลากหลายขึ้น เริ่มมีการใช้ม้าในศึกสงคราม ทั้งในฝั่งยุโรปและเอเชีย ม้าจึงเริ่มมีผลต่อวิวัฒนาการและประวัติศาสตร์ของมนุษย์เช่นกัน เพราะม้าถูกใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายเช่น การเกษตร การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร เป็นต้น โดยเส้นทางไปรษณีย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็คงหนีไม่พ้น Pony Express ที่ใช้ม้าเป็นพาหนะส่งจดหมายข้ามฝั่งทวีปของประเทศสหรัฐอเมริกาจากเมือง St. Joseph รัฐมิซซูรี่ จนถึงเมือง Sacramento รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นระยะทาง 1,966 ไมล์ (3,164 กิโลเมตร) ในระยะเวลาเพียง 10 วัน

บทบาทหน้าที่ของม้าและความสัมพันธ์ระหว่างม้ากับมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 100 – 200 ปีที่ผ่านมา บทบาทหน้าที่ของม้าในฟาร์มปศุสัตว์ ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ ในทางการทหาร ม้าจึงไม่ได้เป็นยุทโธปกรณ์หลักดังเช่นที่เคยเป็นมาอีกต่อไป การเดินทางในปัจจุบันก็มีสิ่งอื่นทดแทนมากมาย ทำให้ม้าเปลี่ยนบทบาทจากม้าใช้งานไปอยู่ในกลุ่มของสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนแทน แต่ม้าก็มีความแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นอยู่ดี เพราะม้าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกินนอนกับเจ้าของได้เช่นเดียวกันสุนัขและแมว ม้าจึงมีความสัมพันธ์กับคนค่อนข้างจำกัด ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่เป็นการดูแลรายวัน แปรงขน แคะกีบ ให้อาหาร ทำความสะอาดคอก และการขี่ออกกำลังกาย ดังเช่นที่เป็นในปัจจุบันนั่นเอง
ม้าใช้เวลากว่า 50 ล้านปีในการวิวัฒนาการจนกว่าจะมาเป็นม้าในปัจจุบัน ถ้าเราในฐานะหมอม้าเข้าใจเหตุผลของการวิวัฒนาการนั้น เราก็จะสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการการเลี้ยงม้าให้กับเจ้าของม้าได้ ช่วยลดความเสี่ยงป้องกันการเจ็บป่วยของม้า ช่วยให้ม้ามีสวัสดิภาพดีขึ้นในระยะยาวอีกด้วย
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ 🙂
ตีพิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2019 ในนิตยสารรายเดือนสำหรับสัตวแพทย์ VPN (Veterinary Practitioners NEWS) ฉบับที่ 198

