ม้าเป็นสัตว์ที่มีร่างกายขนาดใหญ่ ขาม้ามีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดลำตัว ขาแต่ละข้างของม้ามีกีบห่อหุ้มปลายขาไว้ กีบม้าจะมีความกว้างเฉลี่ยเพียง 6-7% ของเส้นรอบอกม้า นั่นหมายความว่าม้าน้ำหนัก 400 กิโลกรัม ที่มีเส้นรอบอกประมาณ 170 เซนติเมตร จะมีกีบที่กว้างเพียงแค่ 12 เซนติเมตรเท่านั้นเอง เมื่อเปรียบเทียบกับคนก็เหมือนกับคนที่น้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม ยืนอยู่บนเท้าที่กว้างเพียงข้างละ 4 เซนติเมตรเท่านั้น! จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กีบม้ามักจะเป็นสาเหตุของอาการ Lameness ในม้า ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้ง Primary และ Secondary ไม่ต่างจากอวัยวะอื่นๆ
ด้วยขนาดที่เล็ก แต่กลับมีความสามารถในการรับน้ำหนักได้มาก กีบม้าจึงเป็นอวัยวะพิเศษที่มีโครงสร้างจำเพาะทำงานสอดประสานกัน ช่วยกระจายและลดแรงกระแทกในขณะที่ม้าเคลื่อนที่ ปกป้องเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ภายในกีบ ช่วยให้การยึดเกาะพื้นผิวทำได้ดีขึ้น
ด้วยโครงสร้างและหน้าที่ที่ซับซ้อนของกีบม้าที่กล่าวไปข้างต้น หมอม้าและช่างเกือกผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพของกีบม้า จึงจำเป็นต้องรู้จักโครงสร้าง (Structure) ของกีบม้า เพื่อให้เกิดความเข้าใจการทำงาน (Function) ของกีบม้า เหตุผลไม่ใช่แค่เพื่อใช้ในการรักษาเมื่อกีบม้ามีอาการเจ็บเท่านั้น แต่เพื่อให้เราสามารถวางแผนรักษาสุขภาพของกีบม้าให้ดีอยู่เสมอด้วย เพราะหากเปรียบเทียบม้าใช้งานเป็นรถคันหนึ่ง กีบม้าก็เป็นเสมือนล้อทั้ง 4 ข้าง หากข้างใดข้างหนึ่งเสียไป รถก็จะไม่สามารถวิ่งได้อย่างที่มันควรเป็น สำหรับรถถ้าเราเปลี่ยนล้อรถก็จะกลับมาใช้งานได้ แต่สำหรับม้าหากกีบเสียไปข้างหนึ่ง นั่นอาจหมายถึงชีวิตของม้าตัวนั้นได้เลย ดังวลีที่คนเลี้ยงม้าพูดกันมาในอดีตว่า “No Hoof, No Horse” “หากไร้กีบ ม้าก็ไร้ซึ่งชีวิต”
โครงสร้างต่างๆ ของกีบม้า มีชื่อเรียกทั้ง Scientific name และ Common name ที่บางครั้งก็มีมากกว่า 2 ชื่อ บางจุดมีชื่อเรียกภาษาไทย บางจุดยังไม่มี ในที่นี้ผมจะกล่าวถึงชื่อโครงสร้างของกีบม้า และโครงสร้างอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับกีบม้า ที่มักจะมีความเกี่ยวของกับโรคกีบม้าเพื่อให้คุณหมอเกิดความเข้าใจในกรณีที่ต้องนำไปใช้งาน หรืออ่านเพิ่มเติมในอนาคตครับ

โครงสร้างปกติของกีบม้า
กระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนของกีบม้าจะถูกห่อหุ้มด้วยแคปซูล (Hoof capsule) ที่มีความแข็งแรง มีโครงสร้างคล้ายเล็บของมนุษย์ จึงเป็นส่วนที่ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด Hoof capsule ของกีบม้าจะประกอบไปด้วย Hoof wall – ผนังกีบ, Sole – พื้นกีบ และ Frog – ฟร๊อก; บัว; กีบน้อย ในส่วนที่เป็นรอยต่อของผนังกีบและผิวหนังจะมี Coronary band – ไรกีบ เป็นส่วนของ Coronary corium ทำหน้าที่สร้าง Horn tubules ที่มีลักษณะเป็นท่อขนาดเท่ากับเส้นผม โดย Tubules ที่ถูกสร้างขึ้นจะยึดติดอยู่ด้วยกันจนกลายเป็นผนังกีบที่มีความแข็งแรง ผนังกีบของม้าจะสร้างจากจุดนี้แล้วค่อยๆ เคลื่อนที่ลงด้านล่าง ลักษณะเดียวกับที่เล็บของเราสร้างจากบริเวณจมูกเล็บนั่นเอง ส่วนของผนังกีบที่เจริญออกมาใหม่ที่ประมาณ 1-2 เซนติเมตรใต้ไรกีบจะถูกปกคลุมด้วย Periople สีขาวเป็นฟิล์มบางๆ ที่มีความแข็งแรงเท่ากับฟร้อก ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผนังกีบที่เพิ่งสร้างใหม่
ผนังกีบชั้นนอก (Outer layer) เป็นส่วนของ Horn tissue ที่มีความหนาและแข็งแรง ซึ่งจะมีทั้งชนิดที่มีเม็ดสีและไม่มีเม็ดสี ขึ้นกับพันธุกรรมของม้าแต่ละตัว ผนังกีบชั้นใน (Inner layer) จะเป็นชั้นที่บางกว่าและไม่มีเม็ดสี ผนังกีบชั้นในบริเวณด้านล่างนี้จะยึดติดกับพื้นกีบ (Sole) ทำให้เราเห็นเป็นส่วนที่เรียกว่า White line – ไวท์ไลน์ ใต้พื้นกีบ ซึ่งเส้นไวท์ไลน์จะเป็นจุดที่ช่างเกือกใช้เป็นไกด์ไลน์ในการตัดแต่งกีบ และวางตะปูเมื่อต้องตีเกือก ผนังกีบทั้งชั้นนอกและชั้นในเป็นส่วนที่ไม่มีเส้นประสาทมาเลี้ยง จึงมักถูกเรียกว่าเป็น Insensitive layer ด้วย
ถัดจากผนังกีบชั้นในเราจะพบกับเนื้อเยื่ออ่อนบางๆ ที่ชื่อว่า Lamina corium ทำหน้าที่ยึดพื้นผิวกระดูก Third phalanx; P3 กับผนังกีบชั้นในไว้ด้วยกัน เป็นชั้นที่มีเส้นเลือด และเส้นประสาทมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก จึงมีชื่อว่า Sensitive lamina ด้านในของผนังกีบชั้นในจะมีลักษณะคล้ายกับนิ้วมือขนาดเล็กยื่นออกมาเพื่อยึดเกาะกับ Laminae – ลามินาจากชั้น Lamina corium ที่มีโครงสร้างคล้ายกับนิ้วมือ ซึ่งจุดนี้เองที่ช่วยให้ผนังกีบยึดติดอยู่กับกระดูก P3 ได้อย่างแข็งแรง เมื่อม้าเคลื่อนไหวผนังกีบของม้าก็จะมีการสึกไปตามการใช้งาน แต่มันก็จะสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ผนังกีบที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ก็จะสานเข้ากับลามินาเช่นเดิม เพื่อคงความแข็งแรงของกีบม้าเอาไว้

ในขณะที่ม้าเคลื่อนไหวส่วนของ Sensitive และ Insensitive lamina จะมีการขยับตัวออกจากกัน ในขณะที่ม้าลงน้ำหนักที่กีบจะส่งผลให้เส้นเลือดใน Lamina corium หดตัว และในขณะที่ม้ายกขาออกจากพื้นเส้นเลือดใน Lamina corium จะขยายตัว ด้วยเหตุนี้ลามินาจึงทำหน้าที่คล้ายกับปั๊มที่ช่วยสูบฉีดเลือดกลับสู่ร่างกายนั่นเอง และหากม้ารับน้ำหนักมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือการใช้งานม้าที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้ลามินามีการแยกตัวฉีกขาดออกจากกันได้

ซึ่งเมื่อลามินาส่วนที่ Sensitive และ Insensitive แยกตัวออกจากกันแล้ว มันจะไม่กลับไปเชื่อมต่อกันใหม่ เมื่อระยะเวลาผ่านไป Insensitive lamina ก็จะค่อยๆ เคลื่อนตัวลงไปเรื่อยๆ หาก Sensitive lamina ไม่เสียหายแบบถาวร ส่วน Insensitive lamina ที่สร้างมาใหม่ก็จะสามารถเชื่อมต่อกันได้ใหม่
หากลามินามีความเสียหายรุนแรง ก็จะส่งผลให้กระดูก P3 และผนังกีบแยกตัวออกจากกัน ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า Laminitis หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า ไข้ลงกีบนั่นเอง

พื้นกีบ (Sole) เป็นส่วนที่มีโครงสร้างคล้ายกับผนังกีบ โดยพื้นกีบชั้นนอก (Outer layer) ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่มีเส้นประสาท เส้นเลือด จะสร้างมาจาก Solar corium ที่อยู่ด้านล่างของกระดูก P3 โดยมีเส้นเลือดเส้นประสาทมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก
ฟร้อก (Frog) จะประกอบไปด้วย Outer layer ที่มีความหนา ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก และ Inner layer ที่บาง มีเส้นประสาทมาเลี้ยง แต่ฟร้อกจะนุ่มกว่าผนังกีบและพื้นกีบมาก เพราะฟร้อกมีน้ำเป็นองค์ประกอบมากถึง 50% ต่างจากผนังกีบและพื้นกีบที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ 25% และ 33% ตามลำดับ
ด้านบนของฟร้อกจะมี Digital cushion เป็นโครงสร้างที่เป็น Fibrous connective tissue ที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงในปริมาณมาก Digital cushion ทำหน้าที่ในการดูดซับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นในขณะที่ม้าเคลื่อนไหว ช่วยปกป้องโครงสร้างอื่นๆ ภายในกีบม้า และยังช่วยปั๊มเลือดจากกีบกลับเข้าสู่ร่างกายอีกด้วย เพราะเส้นเลือดจะมีการปิด-เปิดตลอดเวลาที่ม้าเคลื่อนที่ เช่นเดียวกับที่เกิดในลามินานั่นเอง
ด้านข้างของ Digital cushion จะมีกระดูกอ่อนที่เรียกว่า Lateral cartilage เป็นตัวช่วยดูดซับแรงกระแทก และช่วยให้เกิดการขยายตัวของส้นกีบด้วย
กระดูกนิ้วเท้าของม้า (Phalanx) จะมีอยู่ 3 ชิ้นหลัก เรียกว่า Proximal (first) phalange; P1, Middle (secone) Phalange; P2 และ Distal (third) phalange; P3 กระดูก P1 และ P2 จะมีชื่อ Common name ว่า Long pastern bone และ Short pastern bone ตามลำดับ กระดูก P3 จะมีชื่อเรียกว่า Pedal bone หรือ Coffin bone นอกจากนั้นบริเวณนิ้วเท้าม้าก็ยังมีกระดูก Sesamoid bone อีก 2 จุด จุดแรกอยู่ที่ด้านหลังของข้อเฟ็ตล็อก เรียกว่า Proximal Sesamoid bone และอีกจุดหนึ่งอยู่ที่ด้าน palmar ของ P3 เรียกว่า Distal Sesamoid bone หรืออีกชื่อที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากว่า Navicular bone; กระดูกนาวิคูล่า
โครงสร้างต่างๆ ของกีบม้าที่ผมกล่าวถึงทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นโครงสร้างที่มีปัญหา และมีโรคที่จำเพาะได้ทั้งสิ้น ในตอนหน้าผมจะกล่าวถึงการทำงาน (Function) ของโครงสร้างเหล่านี้ว่าเป็นอย่างไร และถ้ามันทำงานไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง อย่าลืมติดตามนะครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารรายเดือนสำหรับสัตวแพทย์ (Veterinary Practitioner News; VPN) ฉบับที่ 199 เดือนเมษายน 2562

